ประวัติเมืองตรัง

cropped-10111

 

 

ประวัติจังหวัดตรัง

จังหวัดตรัง เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ด้านฝั่งทะเลตะวันตก มีหลักฐานความเป็นมาที่ยาวนาน แต่เนื่องจากตรังไม่ได้เป็นเมืองรบทัพจับศึก จึงไม่ค่อยมีชื่อในประวัติศาสตร์เท่าใดนัก ทั้งที่จริงตรังเป็นชุมชนมานานแล้ว มีหลักฐานพอจะอ้างอิงได้ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา เพื่อความเข้าใจประวัติความเป็นมาของตรัง ขอแบ่งยุคหรือสมัยของตรังเทียบเคียงกับยุคของประวัติศาสตร์ภาคใต้และประวัติศาสตร์ไทย ดังนี้
๑. ชุมชนตรังยุคก่อนประวัติศาสตร์
๒. ชุมชนตรังยุคอาณาจักรโบราณในภาคใต้
๓. ชุมชนตรังยุคสุโขทัย
๔. เมืองตรังสมัยกรุงศรีอยุธยา
๕. เมืองตรังสมัยกรุงธนบุรี
๖. เมืองตรังสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
๗. เมืองตรังสมัยการปกครองหัวเมืองฝั่งตะวันตก
๘. เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่กันตัง
๙. เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่ทับเที่ยง – ปัจจุบัน

ตราประจำจังหวัดตรัง


ภาพสะพานกระโจมไฟ  และภาพลูกคลื่น

ภาพสะพานกระโจมไฟ  หมายถึง  จังหวัดตรังเคยเป็นเมืองท่า

ทำการค้าขายกับต่างประเทศ

ภาพลูกคลื่น  หมายถึง  ลักษณะพื้นที่ของจังหวัดตรัง  เป็นเนินเล็ก ๆ สูงๆ ต่ำๆ  คล้ายลูกคลื่น

คำขวัญจังหวัดตรัง

เมืองพระยารัษฎา ชาวประชาใจกว้าง

หมูย่างรสเลิศ       ถิ่นกำเนิดยางพารา

เด่นสง่าดอกศรีตรัง   ปะการังใต้ทะเล

เสน่ห์หาดทรายงาม   น้ำตกสวยตระการตา

The city of Phayarassda;

broad-hearted citizen;

dilicious roast pork;

origin place of para rubber;

lovely sritrang flower;

beautiful coral reef;

charming sandy beach;

and wonderful waterfall.

 

 

 

ประเพณีตรัง / การละเล่นพื้นบ้านตรัง

เมืองตรังมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เกิดจาการผสมผสานระหว่างไทยและจีน  ส่วนชาวไทยมุสลิมก็ยังถือปฏิบัติตามศาสนาอย่างเคร่งครัด

 

ประเพณีชักพระวันออกพรรษา

แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านกับวัดจะร่วมแห่ขบวนพระพุทธรูปประทับบุษบกไปยังสถานที่ต่างๆ เหมือนการต้อนรับพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากดาวดึงส์ ซึ่งมีทั้งชักพระทั้งทางบก และทางน้ำ ประเพณีชักพระทางน้ำที่ขึ้นชื่อของจังหวัดตรัง จัดขึ้นที่บ้านปากปรน ตำบลหาดสำราญ อำเภอหาดสำราญ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ทำอาชีพประมง โดยในวันงานจะเริ่มขบวนเรือชักพระจากคลองในหมู่บ้าน ออกสู่ทะเลไปยังแหลมจุโหย เกาะลิบง เพื่อแสดงความขอบคุณพระแม่คงคาที่ประทานกุ้งหอยปูปลาให้ในแต่ละปี และลอยพระเคราะห์ออกสู่ปากแม่น้ำตรัง แห่ขบวนเรือกลับมายังหมู่บ้าน มีงานฉลองในตอนกลางคืน

 

ประเพณีวันสารท

เริ่มจากวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 วันสารทเล็กหรือวันรับเปรต ชาวบ้านจะมีการเตรียมขนม พอง ลา ขนมบ้า เมซัม และข้าวปลาอาหารไปวัด เพื่อไปรับวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เชื่อกันว่าจะถูกปล่อยให้มายังเมืองมนุษย์ 15 วัน จนถึงแรม15 ค่ำ เดือน 10 คือวันสารทใหญ่ ซึ่งเป็นวันที่ต้องทำบุญส่งกุศลไปให้ หรือเรียกว่าวันส่งเปรต

 

ประเพณีเช็งเม้ง

จัดขึ้นในวันแรม 8 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี เป็นประเพณีของชาวจีนที่สอนให้ลูกหลานนับถือบรรพบุรุษ มีการนำอาหารไปเซ่นไหว้ยังหลุมฝังศพ แสดงความเคารพและถือเป็นการพบปะกันในหมู่ญาติพี่น้องปีละครั้ง

 

ประเพณีวันออกบวช

“วันฮารีรายอ” เป็นวันสุดท้ายของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ตรงกับขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ของศักราชอิสลาม เป็นวันรื่นเริงไม่ขัดกับหลักศาสนา และเป็นวันที่ญาติพี่น้องกลับมาเยี่ยมครอบครัวกันพร้อมหน้า

 

 

 

<<< การละเล่นพื้นบ้าน >>>

หนังตะลุง

ประวัติความเป็นมา

นักวิชาการหลายท่าน ให้อรรถธิบายว่าหนังตะลุงหรือการละเล่นแบบแสดงเงา เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษยชาติ ที่แพร่หลายปรากฏทั้งในแถบประเทศยุโรป ตะวันออกกลางและเอเชียอาคเนย์ ดังปรากฏหลักฐานว่า เมื่อครั้งพระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราชมีชัยชนะแก่อิยิปต์ได้ใช้หนังตะลุงแสดง เฉลิมฉลองชัยชนะประกาศเกียรติคุณของพระองค์ หนังตะลุงมีแพร่หลายในประเทศอิยิปต์ก่อนพุทธกาล ในประเทศอินเดีย พวกพราหมณ์แสดงหนังบูชาเทพเจ้าและสดุดีวิระบุรุษ เรื่องมหากาพย์รามยณะ เรียกหนังตะลุง “ฉายานาฏกะ” ในประเทศจีนสมัยจักรพรรดิยวนตี่ (พ.ศ.๔๙๕-๔๑๑) พวกนักพรตลัทธิเต๋า ได้แสดงหนังสดุดีคุณธรรมความดีของสนมเอกผู้หนึ่งแห่งจักรพรรดิพระองค์นี้ เมื่อพระนางวายชนม์
ในสมัยต่อมา หนังตะลุงได้แพร่หลายเข้าสู่ในเอเชียอาคเนย์ เขมร พม่า ชวา มาเลเซีย และทางภาคใต้ของประเทศไทย ผู้เขียนมีความเชื่อว่า หนังใหญ่เกิดขึ้นก่อนหนังตะลุงน่าจะได้แบบมาจากอินเดีย ลัทธิพราหมณ์มีอิทธิพลต่อคนไทยมาก เราเคารพนับถือฤาษี พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม ยิ่งเรื่องรามเกียรติ์ มีบทบาทต่อคนไทยทั้งประเทศถือเป็นเรื่องขลังและศักดิ์สิทธิ์ หนังใหญ่จึงแสดงเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ เริ่มแรกคงไม่มีจอ คนเชิดหนังจึงแสดงท่าทางประกอบการเชิดไปด้วยและหนังใหญ่เกิดขึ้นก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีหลักฐานอ้างอิงได้ว่า มีนักปราชญ์ผู้หนึ่งเป็นชาวเวียงสระ จัวหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้เชี่ยวชาญทางโหราศาสตร์และทางกวี พระเจ้าปราสาททอง ทรงรับสั่งเรียกตัวเข้ากรุงศรีอยุธยา ได้เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระมหาราชครู หรือพระโหราธิบดี ทรงมีรับสั่งให้พระมหาราชครูฟื้นฟูการเล่นหนังอันเป็นของเก่าแก่ขึ้นใหม่ ดังปรากฏในสมุทโฆษคำฉันท์ว่า

“ไหว้เทพยดาอา- รักษ์ทั่วทิศาดร
ขอสวัสดีขอพร ลุแก่ใดดังใจหวัง
ทนายผู้คอยความ เร่งตามใต้ส่องเบื้องหลัง
จงเรืองจำรัสทั้ง ทิศาภาคทุกพาย
จงแจ้งจำหลักภาพ อันยิ่งยวดด้วยลวดลาย
ให้เห็นแก่คนทั้งหลาย ทวยจะดูจงดูดี”

หนังใหญ่เดิมเรียกว่าหนัง เมื่อมีหนังตะลุงขึ้นในภาคใต้ รูปหนังที่ใช้เชิดเล็กกว่ามากจึงเรียกหนังที่มีมาก่อนว่าหนังใหญ่ หนังตะลุงเลียนแบบหนังใหญ่ย่อรูปหนังให้เล็กลง คงแสดงเรื่องรามเกียรติ์เหมือนหนังใหญ่ เปลี่ยนบทพากย์เป็นภาษาพื้นเมือง เครื่องดนตรีจาก พิณพาทย์ ตะโพน มาเป็น ทับ กลอง ฉิ่ง โหม่ง โองการบทพากย์พระอิศวรหนังตะลุงก็ยังนำมาใช้อยู่ตอนหนึ่งว่า

เครื่องดนตรีหนังตะลุง ไม่มีพิณพาทย์ ไม่มีตะโพนใช้เลย แต่เพราะเลียนแบบหนังใหญ่ จึงติดอยู่ในโองการร่ายมนต์พระอิศวร
ภาคใต้อยู่ระหว่างภาคกลางกับมาเลเซียและชวา หนังตะลุงจึงเอารูปแบบของหนังชวาที่เรียกว่า “วายัง” เข้ามาประสมประสานด้วยมือทั้ง ๒ ของหนังใหญ่เคลื่อนที่ไม่ได้ แต่ของหนังชวาเคลื่อนไหวได้ อย่างน้อยมือหน้าเคลื่อนที่ได้ รูปหนังตะลุงมือทั้ง ๒ เคลื่อนที่ เช่น รูปตลก รูปนาง ๒ แขน รูปทั่วไป มือหน้าเคลื่อนที่ รูปหนังชวาให้มีใบหน้าผิดจากคนจริง หนังตะลุงเลียนแบบ ทำให้หน้ารูปตลกผิดจากคนจริง เช่น นายหนูนุ้ยหน้าคล้ายวัว นายเท่งหน้าคล้ายนกกระงัง นายดิกมีปากเหมือนเป็ด เป็นต้น
หนังตะลุงเกิดเมื่อใด นักวิชาการถกเถียงกันมาก แต่ผู้เขียนค่อนข้างจะแน่ใจว่า หนังตะลุงเกิดขึ้นประมาณปลายสมัยรัชกาลที่ ๒ ด้วยเหตุผลดังนี้
๑.สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่นิยมแต่งกลอนแปด ส่วนมากเป็นลิลิต โคลง กาพย์ พอจะมีตัวอย่างกลอนแปดคือเรื่องศิริบูลย์กิติ แต่เพิ่งมาแพร่หลายสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาจารย์เปลื้อง ณ นคร กล่าวเรื่องศิริบูลย์กิติไว้ว่า
“กลอนแปดสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น เพิ่งเริ่มไหวตัว ยังหาเป็นแบบประพันธ์ที่นิยมกันนักไม่”
ยิ่งในภาคใต้ วรรณกรรมพื้นบ้าน ที่เป็นของรุ่นเก่าแก่ ล้วนแต่งเป็นกลอนกาพย์ทั้งสิ้น เราพอจะได้แบบกลอนแปดเมื่อหนังสืออุณรุทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๑ เกิดขึ้น กลอนแปดเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายกว้างขวาง เมื่อสุนทรภู่แต่งเรื่องพระอภัยมณีออกเผยแพร่แล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องกากี รามเกียรติ์ อิเหนา สังข์ทอง มีลักษณะคล้ายกลอนแปด หนังตะลุงที่นิยมขับร้องกลอนแปดเป็นพื้น พอจะถือเป็นแบบได้
๒.ในบทละครเรื่องสังข์ทองของรัชกาลที่ ๒ มีคำกลอนตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า

“เจ้าเงาะนอนถอนหนวดสวดสุบิน เล่นลิ้นละลักยักลำนำ”

ในหนังสือสุบินคำกาพย์ ได้กล่าวถึงการเล่นหนังตะลุงไว้ดังนี้

“สมเด็จภูธร ให้เล่นละคร โขนหนังมโนห์รา”

ศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ให้ความเห็นว่า หนังที่เล่นคู่กับมโนห์รา ไม่ใช่หนังใหญ่ น่าจะหมายถึงหนังตะลุง
เรื่องนางแตงอ่อน วรรณกรรมท้องถิ่น มีข้อความกล่าวไว้ว่า

“โขนละครหุ่นหนัง โนราร้องดัง รับเพลงยวนดีตีเก้ง”

แสดงว่าในวรรณกรรมเรื่องนี้มีทั้งหนังตะลุงและมโนห์รา และเรื่องนางแตงอ่อน คงแต่งก่อนที่หนังมีชื่อใหม่ว่าหนังตะลุง
หนังจากภาคใต้เข้าไปเล่นในกรุงเทพฯครั้งแรกสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยพระยาพัทลุง (เผือก) นำไปเล่นที่แถวนางเลิ้ง หนังที่เข้าไปครั้งนั้น ไปจากจังหวัดพัทลุง คนกรุงเทพฯจึงเรียกหนัง ”พัทลุง” ต่อมาเสียงเพี้ยนเป็นหนังตะลุง หนังที่เข้าไปกรุงเทพฯครั้งนั้น น่าจะเป็นหนังโรงที่ ๓ สืบจากหนังหนุ้ยโรงที่ ๑ หนักทอง หนังก้อนทอง เล่นคู่กันโรงที่ ๒ ดังบทไหว้ครูหนังแต่งโดยนายลั่นตอนหนึ่ง กล่าวไว้ว่า

“นายทองเกื้อที่สามขึ้นตามต่อ วิชาพอเชิดยักษ์ชักฤาษี
มุตโตสดศัพท์เสียงสำเนียงดี รูพาทีโอดครวญรูปนวลนาง
เขาออกชื่อลือดังหนังทองเกื้อ เล่นดีเหลือจนรุ่งพุ่งสว่าง
มีวิชาพากายไม่จืดจาง จนชาวบางกอกรับไปนับนาน”

มโนราห์

จากคำบอกเล่าของขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่ม เทวา)

พระยาสายฟ้าฟาดเป็นกษัตริย์ครองเมืองๆหนึ่ง มีมเหสีทรงพระนามว่าพระนางศรีมาลา ทั้งสองพระองค์มีบุตรด้วยกันองค์หนึ่งทรงพระนามว่า นวลทองสำลี วันหนึ่งหลังจากนางนวลทองสำลีตื่นจากบรรทมและ ยังไม่ทันที่จะชำระพระพักตร์ก็ได้ไปยืนระลึกถึงใน สุบินนิมิตที่ได้มีมา และพระนางก็สามารถจำได้จนหมดสิ้น จากการทรงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ทำให้พวกสาวใช้สงสัยและถามพระนางว่า เพราะเหตุอันใดพระนางจึงไม่ทรงชำระพระพักตร์ ทั้งๆที่ตื่นบรรทมแล้ว พระนางตรัสว่า เมื่อคืนนี้ฝันแปลกมาก ฝันแปลกอย่างที่ไม่เคยฝันมาก่อนเลย แล้วพระนางก็ทรงเล่าความฝันนั้นให้พวกสนมฟังว่ามีเทพธิดามาร่ายรำให้ดู การร่ายรำนั้นรำทั้งหมด ๑๒ ท่า เป็นท่ารำที่สวยงามมากน่าชม มีเครื่องประโคมดนตรี คือ กลอง ทับ โหม่ง ฉิ่ง ปี่ และ แตร การประโคมดนตรีลงกับท่ารำเป็นจังหวะ และบัดนี้พระนางก็ยังจำท่าต่างๆเหล่านั้นได้ แล้วพระนางนวลทองสำลีก็ทรงร่ายรำตามแบบที่ในฝันนั้นทันทีเป็นที่ชอบใจของพวกสาวใช้เป็นอย่างยิ่ง และพระนางก็ได้สั่งให้สาวใช้ทำเครื่องประโคมตามที่เห็นในฝันนั้น การประโคมก็ทำตามจังหวะการรำเหมือนในฝันทุกอย่าง พระนางได้ฝึกสอนให้พวกสาวใช้ได้ร่ายรำเพื่อเป็นคู่รำกับพระนาง จากนั้นมีการประโคมเครื่องดนตรีและร่ายรำเป็นที่ครื้นเครงในปราสาทของพระนางเป็นประจำทุกวัน
อยู่มาวันหนึ่งพระนางอยากเสวยเกสรดอกบัวที่ในสระหน้าพระราชวัง จึงรับสั่งให้นางสนมไปหักเอามาให้ เมื่อพระนางได้ดอกบัวแล้วก็ได้เสวยดอกบัวนั้นจนหมด กาลต่อมาพระนางก็ทรงครรภ์ แต่การเล่นรำโนราก็ยังคงสนุกสนานครื้นเครงกันเป็นประจำทุกวันมิได้เว้น อยู่มาวันหนึ่งการเล่นประโคมและความครึกครื้นนี้ทราบไปถึงพระยาสายฟ้าฟาด พระองค์ทรางสงสัยว่าด้วยเหตุใดที่ปราสาทของพระธิดาจึงมีการประโคมดนตรีอยู่เป็นประจำ พระองค์จึงได้เสด็จไปทอดพระเนตรให้เห็นจริง เมื่อเสด็จไปถึงก็รับสั่งถามพระนางนวลทองสำลีว่านางไปได้ท่ารำตางๆนี้มาจากไหน ใครสอนให้ พระนางก็กราบบังคมทูลว่า ไม่มีใครสอนให้ เป็นเทพนิมิต พระองค์จึงได้รับสั่งให้พระนางรำให้ดู เสียงดนตรีก็ประโคมขึ้นพระนางออกร่ายรำไปตามท่าที่ได้ฝันรวม ๑๒ ท่า ขณะที่พระนางร่ายรำท่าต่างๆอยู่นั้น พระยาสายฟ้าฟาดทรงเห็นว่าที่ครรภ์ของพระธิดาผิดสังเกตสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ จึงมีรับสั่งให้หยุดรำแล้วทรงถามพระนางว่า นางมีครรภ์กับใคร รักชอบกับใคร ใครเป็นสามีของเจ้า ทั้งๆที่ไม่มีผู้ชายคนใดสามารถเข้ามาในพระราชฐานได้เลย พระองค์ทรงถามซ้ำๆ แบบนี้หลายต่อหลายครั้งพระนางก็กราบทูลว่า นางมิได้มีชู้สู่สาวกับชายใดเลย เหตุที่ทรงครรภ์อาจเป็นเพราะเสวยดอกบัวในสระหน้าพระราชวังเข้าไป พระยาสายฟ้าฟาดไม่ทรงเชื่อและว่ามีอย่างที่ไหนกินดอกบังเข้าไปมีท้องขึ้นมาได้ เรื่องไม่สมจริง และยังได้กล่าวคำบริภาษพระธิดาต่างๆนานา เช่นว่า เป็นลูกกษัตริย์ไม่รักศักดิ์ศรี ทำให้อัปยศขายหน้า นางนวลทองสำลีก็ได้แต่โศกเศร้าร่ำร้อง
ต่อมาด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พระยาสายฟ้าฟาดก็ทรงสอบสวนโดยรับสั่งให้พวกสาวใช้ทั้ง ๓๐ คนเข้าเฝ้าทีละคนและถามว่ามีผู้ชายใดเข้ามาในเขตพระราชฐานนั้นบ้างหรือไม่ นางสนมกำนัลก็กราบบังคมทูลเช่นเดียวกันว่า ไม่มีผู้ชายใดเข้าไปเลย และพระนางก็มิได้รักชอบกับใคร และยืนยันว่าพระนางได้เสวยดอกบัวในสระหน้าพระราชวังเข้าไป พระยาสายฟ้าฟาดยิ่งทรงพระพิโรธหนักขึ้น ถึงกับคิดที่จะฆ่าพระธิดาและสาวสนม แต่เนื่องจากพระนางเป็นลูกในไส้จึงมิได้ทรงกระทำเช่นนั้น เพียงรับสั่งให้อำมาตย์ข้าราชการทำแพ แล้วก็ให้จัดเสบียงอาหารใส่แพเรียบร้อย เมื่อถึงเวลาก็ลอยแพพระนางและสนมทั้ง ๓๐ ไปในทะเล ขณะที่แพลอยไปนั้นลมได้พัดแพไปติดที่เกาะกะชัง เป็นอันว่าพระนางและสาวใช้รอดตายจากธรรมชาติด้วยอำนาจบารมีของเด็กในครรภ์ ที่เกาะกะชังเทวดาได้ชบ (เนรมิต) บรรณศาลาให้อยู่อาศัย พวกสาวใช้ก็ปลูกฟักแฟงแตงกวากินกันไปตามเรื่องพอดำรงชีวิตอยู่ได้

 

ลิเกป่า

ปรวัติความเป็นมา

อ.ชัยยันต์ ศุภกิจ เรียบเรียง

ลิเกป่า เป็นศิลปะการละเล่นอีกอย่างหนึ่งของชาวปักษ์ใต้และชาวพัทลุง นอกจากหนังตะลุงและมโนรา แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมจากผู้ดูแล้ว แต่ลิเกป่าในพัทลุงก็ยังพอมีอยู่ ลิเกป่ามีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น ” ลิเกรำมะนา ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากเรียกตามชื่อเครื่องดรตรีที่ใช้กลองรำมะนาเป็นหลักในการแสดง บางแห่งเรียก ” แขกแดง ” บางแห่งเรียก ” ลิเกบก ” บางแห่งเรียกตัวละครที่ออกมาแสดงว่า ” แขกเทศ ” ลิเกป่านิยมเล่นกันในจังหวัดกระบี่ พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช สงขลา สตูล และบางพื้นที่ในจังหวัดสุราษฏรธานี
คำว่า ” แขกแดง ” ทางปักษ์ใต้หมายถึงแขกอาหรับ แต่ถ้าใช้คำว่า ” เทศ ” จะหมายถึงแขกอินเดีย ตัวอย่างเช่น เทศบังกลาหลี ( จากเบงกอล ) เทศคุรา เทศขี้หนู ( อินเดียตอนใต้ ) ถ้าใช้คำว่า ” แขก ” จะหมายถึงแขกมาลายู และแขกชวา ( อินโดนีเซีย, มาเลเซีย )

ความเป็นมาของลิเกป่า
จากหนังสือนครศรีธรรมราช ได้พูดถึงความเป็นมาของลิเกป่าเอาไว้ว่า ” มีผู้กล่าวว่า ลิเกป่าได้แบบอย่างมาจากพวกแขก กล่าวคือคำว่า ” ลิเก ” มาจากการร้องเพลงเพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าของพวกแขกเจ้าเซ็นที่เรียกว่า ” ดิเกร์ ” ซึ่งเป็นภาษาเปอร์เซีย พวกเจ้าเซ็นที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทย เคยได้รับพระบรมราชูปถัมภ์มากมาย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา เพราะพวกเจ้าเซ็นมีน้ำเสียงไพเราะ ร้องเพลงเป็นที่นิยมฟังกันทั่วไป ต่อมา นอกจากพวกเจ้าเซ็นแท้ ๆ แล้วที่ร้องเพลงดิเกร์ ก็มีคนไทยเริ่มหัดร้องเพลงดิเกร์กันบ้าง ซึ่งในชั้นแรกก็มีทำนองการใช้ถ้อยคำเหมือนกับเพลงสวดของแขกเจ้าเซ็น แต่เมื่อมีคนไทยนำมาร้องมาก ขึ้น ก็กลายเป็นแบบไทย และคำว่าดิเกร์ก็เพี้ยนมาเป็นลิเก หรือยี่เก แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพิจารณาถึงเครื่องดนตรีรำมะนาที่ลิเกป่าใช้ประกอบการแสดง ชวนให้เข้าใจว่าลิเกป่าน่าจะมีต้นแบบมาจากมลายู เพราะมลายูมีกลองชนิดหนึ่งเรียกว่า ” ระบานา ” ซึ่งก็มีสำเนียงคล้ายกับคำว่า ” รำมะนา ” ของไทยเรา
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ตอบคำถามในรายการ ” คุยกันเรื่องเก่า ๆ ” ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ว่า มุสลิมกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า ” เจ้าเซ็น ” เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามาก และกล่าวว่า ” ทีนี้คนไทยเรานี้ครับ ไปเห็นพวกเจ้าเซ็นเขาเข้าไปร้องเพลงสวดฟังแล้วไพเราะ และก็สวดถวายเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน คนที่มีบุญวาสนาอื่น ๆ ก็เกิดนึกขึ้นมา เอ๊ะ ! วันเกิดเราหรืองานบ้านเราถ้าไม่มีเจ้าเซ็นมาร้องเพลงดูมันจะเบา ๆ ไป มันไม่ใหญ่ก็เลยไปเที่ยวติดต่อผู้มีอำนาจวาสนาไปพูดเข้า ก็คงเกรงกลัวอำนาจ เขาก็มาร้องเพลงสวดให้ก็เรียกว่าสวด ” ดิเกลอ ” นี่ละมันกลายเป็นเพลงฮิตขึ้นมา แขกร้องได้ ไทยก็ร้องดี ต่อไปแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาอยากจะให้เจ้าเซ็นมาร้องหรือให้พร ก็ไม่ต้องไปตามที่กุฏิเจ้าเซ็นละ หาเอาข้าง ๆ บ้านนี่แหละ ไทยก็ร้องได้ ก็มาร้องเพลงแขกนี่แหละครับ อวยพรเพลงแขก อวยพรแค่นั้นจบแล้วมันก็ไม่สะอกสะใจ มันไม่ได้ดูอะไรกันต่อ ก็เริ่มร้องเพลงไทยนี่แหละ ไปตามเรื่องตามราว ในที่สุดก็เอาเรื่องละครนอกนี่ละมาเล่นและก็ดัดแปลง แต่เพื่อจะให้รู้เป็นยี่เกหรือเป็นดิเกร์นะ ก็ออกแขกก่อนบอกยี่ห้อไว้ เสร็จแล้วก็จับเรื่อง มีแยกอออกเป็นยี่เกบันตน ยี่เกอะไรก็ว่าไปจนถึงยี่เกทรงเครื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ” ซึ่งจากประเด็นนี้ น่าจะเป็นเรื่องราวความเป็นมาของลิเกทางภาคกลาง แต่มีอยู่อีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเนื้อหาลิเกภาคกลางในช่วงแรก ๆ ที่มีบางอย่างคล้ายกับลิเกป่าของปักษ์ใต้ ตามที่ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ แห่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำมาเขียนไว้ในหนังสือ ” ลิเก ” โดยคัดมาจากหนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพพลตรีพระยาอนุภาพไตรภพ ( จำรัส เทพหัสดิน ณ อยุธยา ) ซึ่งผู้ถึงแก่กรรมเล่าเอาไว้เองว่า ได้ดูลิเกเมื่อ พ. ศ. 2435 ” เท่าที่ข้าพเจ้าเคยเห็นเมื่อเป็นเด็กหลายครั้ง ลิเกเล่นเรื่องเดียว เครื่องพิณพาทย์ราดตะโพนก็ไม่เห็น ใช้แต่รำมะนา 2 – 3 ใบ เรื่องที่ลิเกเล่นจะเรียกว่ากระไร ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบอีก แต่พวกเด็ก ๆ เรียกกันว่าเรื่อง ” นางหอยแครง ” คือ พอเปิดฉากก็มีแขกเทศแต่งตัวด้วยเครื่องขาวล้วน ๆ แวววาวด้วยดิ้นเลื่อม ถือเทียนออกมาร้องเบิกโรง ให้ศีลให้พรแก่เจ้าของงานและคนดูแล้วก็มีตัวตลกออกมาซักถาม เป็นการเล่นตลกไปในตัว ร้องและเต้นอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็เข้าโรง เขาเรียกลิเกตอนนี้ว่า ” ออกแขก ” ต่อจากนั้นก็ถึงชุด แขกแดง คือ แต่งตัวด้วยชุดแขกแดงสวยงาม มีบริวารออกมาด้วยหลายคน ล้วนแต่งตัวเป็นแขก กิริยาของตัวนายทำนองเป็นเจ้า คือเป็นรายาหรือสุลต่านอะไรสักอย่างหนึ่งออกมาแสดงพอสมควร ก็สั่งบริวารให้เตรียมเรือไปชมทะเล ในการชมทะเลมีการตีอวน ตอนนี้มีการเล่นตลกขบขันเด็กชอบมาก ในที่สุดหอยแครงตัวใหญ่ก็ติดแห ในหอยมีนางงามเรียกว่า ” นางหอยแครง ” เมื่อตัวนายเกี้ยวพาราศีนางหอยแครงเป็นที่ตกลงกันแล้วก็แล่นเรือกลับเป็นจบเรื่อง การร้องเพลงตลอดจนการพูดดัดเสียงแปร่งเป็นแขกทั้งหมด ” เนื้อหาของลิเกทางภาคกลางที่ใกล้เคียงกับลิเกป่าของปักษ์ใต้ก็คือ การออกแขกถือเทียนมาร้องเบิกโรง แนะนำตัวตัวต่อชม และบอกเรื่องราวที่จะแสดง มีบทเต้นและบทร้องในทำนองแขก แต่ระหว่างลิเกป่ากับลิเกทางภาคกลางนั้นใครจะเกิดก่อน เกิดหลัง หรือถ่ายทอดซึ่งกันและกันอย่างไร ยังหาข้อยุติไม่ได้ เป็นเรื่องที่จะต้องทำการค้นคว้ากันต่อไป

ผู้แสดงลิเกป่าและการแต่งกาย
ลิเกป่าคณะหนึ่ง ๆ จะมีประมาณ 20 – 25 คน ซึ่งรวมทั้งลูกคู่ด้วย ส่วนตัวละครที่สำคัญ ๆ ก็มี แขกแดง ยาหยี เสนา และเจ้าเมือง ส่วนที่เหลือเป็นตัวละครตามท้องเรื่องของนิยายที่แต่ละคณะจะแสดง
1. แขกแดง จะแต่งตัวนุ่งกางเกงขายาว นุ่งผ้าโสร่ง ( ผ้าถุง ) ทับด้านนอกกางเกงขายาวสูงเหนือเข่า สวมหมวกแขก แต่งแต้มหนวดเคราให้ยาวรกรุงรัง แขวนสร้อยทองสร้อยเงินหลายเส้น
2. ยาหยี แต่งตัวแบบสตรีมุสลิมในภาคใต้ หรือแต่งแบบคนไทยทางฝั่งทะเลตะวันตก ( ฝั่งอันดามัน ) คือใส่เสื้อแขนยาว นุ่งผ้าปาเต๊ะ บางคณะจะมีผ้าสไบคล้องบ่าทั้งสองข้างปล่อยชายผ้าไว้ด้านหน้า
3. เสนา แต่งตัวแบบคนรับใช้ธรรมดา
4. เจ้าเมือง แต่งตัวแบบชุดข้าราชการไทยสมัยก่อน อาจจะเป็นเสื้อราชประแตน นุ่งผ้าม่วง ปัจจุบันนิยมแต่งชุดสากล

เครื่องดนตรี
มีกลองรำมะนา หรือโทน 2 – 3 ใบ โหม่ง ฉิ่ง ปี่ ซอ

เวทีการแสดง
ในตอนแรก ๆ ใช้แสดงบนพื้นดิน เช่นเดียวกับมโนราในสมัยก่อน มีฉากกั้น 2 – 3 ชั้นแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละคณะ แต่มาในระยะหลัง ๆ หากเป็นงานใหญ่ ๆ มีคนดูมาก ๆ เกรงกันว่าคนดูจะมองเห็นการแสดงไม่ทั่วถึงจึงได้มีการปลูกสร้างโรง ยกพื้นโรงแสดงให้สูงขึ้น

โอกาสที่จะแสดง
โดยมากจะแสดงในงานรื่นเริง เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน งานประเพณีต่าง ๆ และงานเทศกาลประจำปี นิยมแสดงในเวลากลางคืนมากกว่ากลางวัน หากเป็นงานใหญ่และมีคนดูมาก ๆ ก็จะแสดงจนรุ่งสว่าง แต่การแสดงออกแขก ( ตามธรรมเนียมนิยมต้องออกก่อนการแสดงเรื่อง ) ใช้เวลายืดหยุ่นได้ ขึ้นอยู่กับผู้ชม และผู้แสดงจะใช้ไหวพริบปฏิภาณได้ดีเพียงใดว่าคนดูจึงจะไม่เบื่อ เมื่อแสดงออกแขกจบแล้วก็จะแสดงเรื่อง ซึ่งเรื่องที่นิยมแสดงครั้งก่อน ๆ จะนิยมแสดงเรื่องเกี่ยวกับจินตนิยาย เช่น โคบุตร จันทรโครพ ลักษณาวงศ์ แต่ปัจจุบันนิยมแสดงเรื่องที่เป็นนวนิยายสมัยใหม่

เพลงรับ
เพลงรับก็คือ เพลงที่ลูกคู่ใช้สำหรับร้องรับนั่นเอง กล่าวคือ เมื่อผู้แสดงจบบทร้อง 2 วรรค หรือ 1 บท ลูกคู่จะร้องรับ 1 ครั้ง ตัวอย่าง เช่น ร้องรับเพลงแขก ซายังบังเหอเบซา ซายะนาบุเรซายัง ลูกคู่จะร้องรับว่า ซายังเหอ บุเรซายัง หรือตอนยาหยีแต่งตัว แต่งเสียแต่งเสียแหละน้อง ยาหยีร่วมห้องเทศต้องพาไป ลูกคู่จะร้องรับว่า พาไปเหอ เทศต้องพาไป ตอนยาหยีลา ลาใครลาเสียแหละน้อง ยาหยีร่วมห้องเทศต้องพาไป ลูกคู่ร้องรับ พาไปเหอเทศต้องพาไป ลาเสีย ลาเสียตะน้อง คิ้วต่อคอปล้องบังต้องพาไป ลูกคู่ร้องรับ พาไปเหอ บังต้องพาไป ตอนแขกลา ลาใครลาเสียแหละบัง พี่น้องที่นั่งบังขอลาไป ลูกคู่ร้องรับ ลาไปเหอบังขอลาไป ตอนเสนาลา ลาใครลาเสียเสนา พี่น้องถ้วนหน้าเสนาลาไป ลูกคู่ร้องรับ ลาไปเหอเสนาลาไป

เนื้อเรื่องตอนออกแขกแดง
เนื้อเรื่องตอนออกแขกแดง จะแสดงเหมือน ๆ กันทุกคณะ คือ จะกล่าวถึงแขกจากเมืองลักกะตา ( น่าจะเป็นกัลกัตตา ) เดินทางทางเรือมาทำการค้าขายตามหัวเมืองชายทะเลทางฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ( ฝั่งอันดามัน ) แขกผู้นี้ได้ทำการค้าขายไปตามที่ต่าง ๆหลายเมือง จนในที่สุดได้ภรรยาเป็นคนไทยที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ต่อมาแขกคิดถึงบ้านเมืองของตน และเป็นห่วงพ่อแม่ซึ่งแก่ชรามากแล้ว จึงได้เข้าพบเจ้าเมือง ( ผู้ว่าราชการจังหวัด ) โดยได้ขอคนงานให้ติดตามไปด้วย 1 คน เจ้าเมืองก็อนุญาต แขกกลับไปบอกยาหยี ( ภรรยาของแขก ) เพื่อให้เตรียมตัวเดินทางไปด้วยกัน แต่ยาหยีไม่ยอมไปเพราะเป็นห่วงพ่อแม่ และเห็นว่าการเดินทางไปนั้นเป็นระยะทางไกล แขกต้องอ้อนวอน แต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องทั้งขู่ทั้งปลอบยาหยีจึงยอมเดินทางไปด้วย
เมื่อยาหยีจำใจยอมเดินทางไปด้วย แขกก็สั่งให้ยาหยีลาพ่อแม่พี่น้องตลอดถึงผู้ชม คือ ทั้งแขก ยาหยี คนรับใช้ ( เสนา ) ผลัดกันว่าลา ในระหว่างเดินทางแขกกลัวว่ายาหยีจะเบื่อและเหงา แขกจึงได้ชี้ชวนให้ยาหยีชมความงามของธรรมชาติ ชมปลา ชมเกาะ ชมดาว ชมสิ่งต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นระหว่างทางจนถึงเมือง ( กัลกัตตา )

ตัวอย่างบทร้อง

ตอนเริ่มเรื่อง ( แขกไปหายาหยีเพื่อชักชวนกลับบ้านเมืองของแขก )
” ………บังทำการค้าต้องเสียภาษี
รายได้คล่องดีบังมีกำไร ( กำไรเหอ บังมีกำไร )
คิดจะคืนหลังยังเมืองลักกะตา
จะต้องนำพายาหยีกลอยใจ ( กลอยใจเหอ ยาหยีกลอยใจ )
อาบังเดินตึงมาถึงหน้าห้อง
ปานฉะนี้นวลน้องยังคงหลับไหล ( หลับไหลเหอ ยังคงหลับไหล )
ออกมาหาพี่เถิดยาหยีดวงใจ
จะนำน้องไปเมืองลักกะตา ( ลักกะตาเหอ ไปเมืองลักกะตา )
ฯ ล ฯ

ตอนยาหยีแต่งตัว
“………นางหยิบแป้งผงมาลงเลขสี่
บ่าวตามนี้รักจี้หลงไหล ( หลงไหลเหอ รักจี้หลงไหล )
หยิบหวีหางมาสางผมทันใด
ดกดำวิไลห้อยลงตามบ่า ( ตามบ่าเหอ ห้อยลงตามบ่า )
แล้วหยิบกระจกขึ้นมายกส่อง
แย้มดูฟันทองของน้องทอตา ( ทอตาเหอ ของน้องทอตา )
นางหยิบสายสร้อยแขวนห้อยหว่างถัน
บังซื้อให้ฉันก่อนวันวิวาห์ ( วิวาห์เหอ ก่อนวันวิวาห์ )
หยิบเอาสายสร้อยเข้ามาสองสาย
สายหนึ่งแขวนซ้ายสายหนึ่งแขวนขวา ( แขวนขวาเหอ สายหนึ่งแขวนขวา )
หยิบเอานาฬิกานางเข้ามาแขวน
ซื้อจากอิงแลนด์เมื่อเดือนธันวา ( ธันวาเหอ เมื่อเดือนธันวา )
นาฬิกาตีเจ็ดแต่งเสร็จไม่ช้า
นางแกวกม่านผ้าออกมาทันใด ” ( ทันใดเหอ ออกมาทันใด )
ฯ ล ฯ

ตอนยาหยีลาไปกับแขก
” …… .ยาหยีงามสรรพหยับเข้าในห้อง
ก้มหน้าลงร้องจะจากพี่น้องไป ( น้องไปเหอ จากพี่น้องไป )
ลาสาดลาหมอนลาที่นอนของข้า
ไม่แคล้วแล้วหนาแมงมุมชักใย ( ชักใยเหอ แมงมุมชักใย )
ลาประตูห้องช่องประตูบ้าน
ลาทั้งเรือนชานตลอดทั่วครัวไฟ ( ครัวไฟเหอ ตลอดทั่วครัวไฟ )
ฯ ล ฯ

ตอนเสนาลา
“……… อาบังลาแล้วเสนาลาเล่า
ลาหนุ่มลาสาวลาเฒ่าลาแก่ ( ลาแก่เหอ ลาเฒ่าลาแก่ )
ลาพวกเด็กเด็กเล็กเล็กมากมาก
ลาคนกินหมากนั่งปากยอแย ( ยอแยเหอ นั่งปากยอแย )
ลาแม่ลาพ่อลาหมอตำแย
ลาลูกกล้วยแก่ลาแม่ไก่ฟัก ( ไก่ฟักเหอ ลาแม่ไก่ฟัก
ขอลาเหล็กขูดเคยครูดมะพร้าว
หม้อแกงหม้อข้าวลาครกลาหวัก ” ( ลาหวักเหอ ลาครกลาหวัก )
ฯ ล ฯ

ลิเกป่า หรือ แขกแดง
 ในปัจจุบันหาดูได้ยากมากแล้ว มีแต่นับวันจะสูญหายไป และยากแก่การที่จะทำการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ แต่ลิเกป่าก็เป็นศิลปะการละเล่นของปักษ์ใต้ ของชาวพัทลุงที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนถึงการประกอบอาชีพ การทำการค้าขายในอดีตที่เราติดต่อ ทำการค้ากับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอินเดีย และเปอร์เซีย ลิเกป่าหรือแขกแดง น่าจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความเจริญรุ่งเรืองของดินแดนในภาคใต้ในอดีตได้อีกประการหนึ่งมิใช่หรือ.

รองแง็ง

ประวัติความเป็นมา

การแสดงอีกแบบหนึ่งของชาวไทยทั้งมุสลิมและพุทธแห่งภาคใต้ แม้ว่าจะได้รับแบบอย่างมาจากฝ่ายชวา มลายู ก็ตาม
นับได้ว่าเป็นศิลปการเต้นคำแบบพื้นเมืองของชาวไทยมุสลิมที่ได้รับความนิยมมาก แต่ก่อนนั้นไม่ยังแพร่หลายเข้ามาประเทศไทยมากนัก คงมีอยู่บ้างในท้องถิ่นซึ่งใกล้เคียงกับประเทศมาเลเซีย เพราะถ้าเต้นตามแบบฉบับแล้วจะไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวกันระหว่างหญิงชาย แต่ปรากฏว่าชาวบ้านนำไปเต้นกันในท้องถิ่นของตน ได้มีการจูบเพื่อแลกเงินกันด้วย ดังพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเรื่อง “ระยะทางเที่ยวชวากว่าสองเดือน” ทรงเรียกว่า “รองเกง” ดังนี้ ”ออกไปเดินข้างนอกต่อไปดูเขาเล่น “รองเกง” กันเป็นหมู่ แรกสองวงที่หลังแยกออกเป็น 3 วง มีผู้หญิงวงละ 3 คน มีพิณพาทย์สำรับหนึ่ง ระนาดราง 1 ซอคัน 1 ฆ้องใหญ่ใบ 1 บ้าง 2 ใบบ้าง กลองรูปร่างเหมือนกลองชนะแต่อ้วนกว่าสักหน่อย มีสองหน้าเล็ก ๆ อัน 1 ผู้หญิงร้องรับพิณพาทย์ ผู้ชายเข้ารำเป็นคู่ แต่ผลัดเปลี่ยนกัน ดูท่าทางเป็นหนีไล่กันอย่างไรอยู่ ผู้หญิงไม่ใคร่จะรำเป็นแต่ร้องมากกว่า แต่ผู้ชายรำคล้าย ๆ ท่าค้างคาวกินผักบุ้ง ที่ตลกรำมีตะเกียงปักอยู่กลางวงดวงหนึ่ง รำเวียนไปรอบๆ ตะเกียง พอรัวกลองผู้ชายตรงเข้าจูบผู้หญิง ๆ ก็นิ่งเฉย ไม่เห็นบิดเบือนปัดป้องอันใด เห็นท่าทางมันหยาบอย่างไรอยู่ นึกว่าวงนั้นจะถูกเป็นคนไม่ดี ย้ายไปดูวงอื่น ก็เป็นเช่นกันอีก มาภายหลังจึงทราบว่าเป็นธรรมเนียมเขาเล่นกันเช่นนั้น การที่จะรำช้ารำเร็วนั้น ดูอยู่ในกำมือของผู้ตีกลอง ถ้ากลองไม่พรึด เมื่อไรก็ยังจูบไม่ได้ ถ้ามันตีไปยันรุ่งก็จะต้องรำไปยันรุ่ง เดี๋ยวนี้เจ้ากลองจะพรึดบ่อย ๆ มิใช่เพราะเห็นสนุก ข้างฝ่ายนางผู้หญิงที่ยอมให้จูบนั้น ก็มิใช่จะสมัครให้จูบโดยเต็มใจ ข้างฝ่ายชายที่เป็นผู้จูบนั้นใช่จะจูบด้วยความชื่นอกชื่นใจอย่างเดียว ไปกดอยู่นาน ๆ ถึงมินิดหนึ่ง 2 มินิด รวบรวมใจความเป็นเรื่องอัฐอย่างเดียวพอใครจูบแล้วต้องคว้าให้ 2 อัฐ เจ้าพิณพาทย์กับนางหญิงก็มีหุ้นส่วนกัน ถ้ามีคนจูบได้มากเท่าใดและเร็วเท่าใดยิ่งดี ข้างฝ่ายชายไหน ๆ เสียอัฐจูบให้สะใจ”
มีผู้สันนิษฐานว่า การเต้นรองเง็งนั้นน่าจะเป็นแบบอย่างของชาวตะวันตก โดยเฉพาะชาวโปรตุเกสหรือชาวดัทส์ (ฮอลันดา)
ซึ่งเคยมีอิทธิพลเหนือประเทศอินโดนีเซีย ด้วยประเทศดังกล่าวนั้นมีประเพณีการเต้นรำสำหรับวันรื่นเริงในเทศกาลต่าง ๆ อยู่แล้ว เมื่อชาวพื้นเมืองได้พบเห็นเข้าก็เกิดความพอใจ จึงมีการฝึกหัดการเต้นรำในแบบรองเกงหรือรองเง็งขึ้น ในที่สุดก็แพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็วจนเข้ามาสู่ประเทศไทย แต่ในประเทศไทยนั้น เท่าที่ไต่ถามผู้ทราบเรื่องราวเป็นอย่างดีได้อธิบายว่า การเต้นรองเง็งนั้นมาด้วยกันกับการแสดงมะโย่ง คือ เมื่อหยุดพักเหนื่อยราว 10-15 นาที ก็จะสลับการแสดงด้วยการเต้นรองเง็งนี้ โดยผู้แสดงมะโย่งนั้นเองออกมาจับคู่เต้นรำ แล้วผู้ดูก็พลอยสนุกสนานไปด้วย จึงมีการเชิญชวนเข้าร่วมวง แต่ในประเทศไทยไม่มีการจูบดังที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์ที่อัญเชิญมาในตอนต้น
การเต้นรองเง็งไม่มีพิธีการหรือข้อจำกัดใด ๆ เพราะอาจแต่งกายการอย่างชาวบ้านเข้าร่วมวงได้ แต่ผู้ชายมักนิยมสวมหมวกแขก (หมวกหนีบ) สีดำหรือสวม”ชะตางัน” หรือสวมผ้าโพกแบบเดียวกับเจ้าบ่าวชาวมุสลิมเข้าพิธีแต่งงาน แต่ถ้าจะแต่งกายให้เหมาะยิ่งขึ้น ก็มักนุ่งกางเกงจีนขากว้าง หุ้มโสร่งทับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมักทำด้วยผ้าซอแกะหรือโสร่งไหม สวมเสื้อคอกลมแขนยาวติดกระดุมตรงหน้าอก สำหรับสตรีจะสวมเสื้อแขนกระบอกเรียกว่า เสื้อบันดง เอวเข้ารูปปล่อยชายปิดตะโพก ผ่าอกตลอดและติดกระดุมทอง 5-7 เม็ด นุ่งผ้าถุงกรอมเท้า มีผ้าคลุมไหล่สีตัดกับเสื้อ
สำหรับดนตรีที่ใช้ในการเต้นรองเง็งนั้น มีไวโอลินเป็นผู้นำเสียงเพลงและอาจมีกีตาร์ผสมด้วย เครื่องประกอบจังหวะได้แก่
กลองรำมะนา แต่ปัจจุบันใช้กลองทอกับฆ้องหรือจะเพิ่มเติมอีก และอาจใช้วงดนตรีสากล ดนตรีแจ๊ส ตลอดจนวงอังกะลุงก็ได้ เพลงต่าง ๆ ที่นิยมใช้ส่วนใหญ่ใช้กัน 7 เพลง ได้แก่ เพลงลาฆูดูวอ เพลงลานัง เพลงปูโจ๊ะปิซัง เพลงจินตาซายัง เพลงอาเนาะดีดี๊ เพลงมะอีนังชวา และเพลงมะอีนังลามา เพลงต้นกับเพลงท้าย เป็นเพลงยืนพื้น เพราะเป็นเพลงที่เหมาะกับการแสดงลวดลายในการเต้นรำโดยผู้ชำนาญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อาหารการกินของคนเมืองตรัง

โกปี้- แซ่ล้อง

ร้านโกปี้ หรือร้านน้ำชา คู่กับคนเมืองตรังมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี ในการจะมีเมนูให้เลือก เช่น โกปี้ กาแฟใส่นมหรือกาแฟร้อน โกปี้อ้อ หมายถึง กาแฟ- น้ำตาล ไม่ใส่นม หรือที่เรียกว่ากาแฟดำ  แซ่ล้อง หมายถึง ชา- นมข้นหวาน หรือชาร้อน และแต้โอเลี้ยง  หมายถึง ชาดำเย็นนั่นเอง กาแฟและชาเมืองตรังมีเอกลักษณ์ที่สำคัญ ก็คือ ยังใช้วิธีการกรองกาแฟก้วยถุงผ้าแบบเก่าอยู่ และผงกาแฟที่ใช้ในร้านจะเป็นกาแฟที่ผลิตขึ้นเองทุกขั้นตอนจากท้องถิ่น ทั้งในตัวเมืองและชุมชนบนเกาะ เช่น เกาะลิบง เกาะมุก ปัจจุบันยังมีการคั่วและบดกาแฟเอง

ติ่มซำ

เป็นเมนูอาหารเช้าคู่กับกาแฟ-หมูย่างมานาน แรกเริ่มเมนูติ่มซำจะมีแค่ฮะเก๋า ขนมจีบ เคียงคู่กับซาลาเปา บะจ่าง ขนมขึ้น และปาท่องโก๋หรือที่ชาวตรังเรียกว่า “จาโก๋ย”     วิธีรับประทานคือ ฉีกปาท่องโก๋ให้เป็นช่องตรงกลางเอาขนมจีบมาใส่แล้วราดด้วยน้ำจิ้ม ต่อมาปี 2552เมนูติ่มซำถูกนำไปเป็นเมนูอาหารเช้าของโรงแรมธรมรินทร์ และขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย ขนมจีบก็มีการพัฒนาหลากรูปแบบขึ้น ทั้งขนมจีบห่อไส้กรอก ห่อหมูสับ ห่อไข่นกกระทา ห่อกุ้งสับ ปอเปี้ยะทอด อื่นๆ จนเป็นติ่มซำชุดใหญ่เต็มโต๊ะ ที่เห็นร้านกันอยู่ในปัจจุบัน และสิ่งที่ทำให้ขนมจีบอร่อยยิ่งขึ้นก็คือ น้ำจิ้มที่มีส่วนผสมของ “น้ำส้มเจื่อง” เคล็ดลับความอร่อยตัวจริง สูตรชาวตรังโดยแท้หาที่อื่นไม่ได้ ใช้จิ้มได้ทั้งหมูย่างและขนมจีบ สำหรับอาหารเช้าตามแบบฉบับเมืองตรังหากินได้ในเมือง โดยเฉพาะที่ถนนห้วยยอดมีร้านอร่อยขึ้นชื่อหลายร้าน เช่น ร้านตรังหมูย่าง  ร้านพงษ์โอชา

หมูย่าง

การย่างหมูทั้งตัวของเมืองตรังจะมีหนังกรอบตามแบบโบราณ รสชาดกลมกล่อมด้วยเครื่องเทศที่เป็นสูตรเฉพาะ รับรองว่าถ้าไม่ใช่คนตรังโดยกำเนิดไปย่างอย่างไรก็ไม่เหมือน นักท่องเที่ยวที่ต้องการหมูย่างเป็นของฝากหาซื้อได้ในตลาดสด หรือตามแผงร้านขายน้ำชาบริเวณถนนห้วยยอด ในเขตเทศบาลเมืองตรัง

ขนมเค้กเมืองตรัง

เอกลักษณ์ของขนมเค้กเมืองตรังคือ ต้องมีรูตรงกลาง ซึ่งเป็นแบบพิมพ์จากเค้กขุกมิ่ง ต้นตำรับเค้กเมืองตรังที่มีมากกว่า 60 ปี ความอร่อยของขนมเค้ก เมืองตรังอยู่ที่ความนุ่มหอม และมีหลายรสให้เลือก ไม่ใส่วัตถุกันเสีย มีวันหมดอายุกำกับไว้ที่ข้างกล่อง

 

 

 

 

กิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดตรัง

เทศกาลท่องเที่ยวตรัง

ปฏิทินท่องเที่ยวตรัง /งานเทศกาล วันที่/เดือน
งานวิวาห์ใต้สมุทร 13-15 ก.พ. ของทุกปี
งานมหากรรมอาหารดีศรีตรังบาน ปลายเดือนมีนาคม ของทุกปี
งานเทศกาลขนมเค้ก ต้นเดือนสิงหาคม ของทุกปี
งานเทศกาลหมูย่าง กันยายน ของทุกปี
งานเทศกาลถือศีลกินเจ ตุลาคม ของทุกปี
งานเทศกาลอนุรักษ์หอยตะเภา พฤศจิกายน ของทุกปี

 

ที่ท่องเที่ยว ที่นิยมกันมาก

เนื่องจากนะคับ เมืองรังเป็นเมืองที่ติดกะ ทะเลนะคับ สถานที่ท่องเที่ยว กะอาจจะเป็นทะเล ซะส่วนไหญ่

1.หาดปากเมงเป็น หาดทรายที่ยาวเหยียดไปตามชายฝั่งทะเลอันดามันเป็นหาดที่สวยงามและสงบเงียบ แห่งหนึ่งชวนพักผ่อนในบรรยากาศชายทะเลหาดทรายรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวแห่ง นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลแห่งแรกของเมืองตรัง โดดเด่นด้วยเขาใหญ่กลางน้ำรูปคล้ายคนนอนหงายคือเขาเมงหรือเกาะเมง ถือเป็นสัญลักษณ์ของหาดนี้ชายหาดเรียงรายด้วยสนทะเลขึ้นตลอดแนวกว่า 5กม.เมื่อน้ำลงต่ำสุดจะเป็นหาดทรายกว้างร่วม 500 เมตรทรายริมหาดแน่นมากสามารถขับรถยนต์ไปตามชายหาดได้มีท่าเรือปากเมงซึ่งมี เรือบริการไปเกาะไหงและเกาะอื่นๆในบริเวณนั้นได้

2.อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม อาณาจักรพะยูนฝูงสุดท้าย มี พื้นที่ครอบคลุมอำเภอสิเกาและอำเภอกันตังจังหวัดตรัง ทางด้านทะเลอันดามันประกอบด้วยป่าชายเลน หญ้าทะเล เกาะแก่งต่างๆมีหาดทรายขาวนวลยาวไปตามชายฝั่งกว่า 20กม.และทิวสนทะเลตามธรรมชาติที่สวยงามอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมเป็นแหล่ง หญ้าทะเลขนาดใหญ่ซึ่งมีพื้นที่เกือบ4000 ไร่ ระหว่างเกาะหยงหลิงและเกาะมุกต์จึงเป็นแหล่งอาหารของพะยูนฝูงใหญ่ซึ่งอาจ เป็นฝูงสุดท้ายของไทยก็ได้ในพื้นที่อุทยานมีที่ท่องเที่ยวอยู่มากมายที่มี ความสวยงามตามธรรมชาติในแแบบอันดามันซึ่งมีเอกลักษณ์คือหาดทรายขาว น้ำทะเลใส ปะการังสวยเกาะแก่งที่เป็นเขาหินปูนมีรูปแบบเฉพาะตัวแตกต่างกันไปให้ความ รู้สึกแปลกตาในแทบทุกครั้งที่เดินทางไปถึง

1.เกาะกระดาน   เป็นเกาะ ที่สวยที่สุดของทะเลตรัง (ไม่นับเกาะรอก ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดกระบี่ แต่เดินทางได้สะดวกจากตรัง) มีเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่   5 ใน 6 ส่วนของเกาะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่เหลือเป็นสวนยางและสวนมะพร้าวของเอกชน เกาะกระดานเป็นชายหาดที่มีทรายขาวละเอียด ชายหาดกว้างใหญ่สวยงามน่าเล่นน้ำ น้ำทะเลใสจนมองเห็นแนวปะการังน้ำตื้น ตลอดจนฝูงปลาหลากหลายพันธุ์ ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวมาแวะจอดเรือเล่นน้ำ อาบแดด หรือนั่งละเลียดความสุขดื่มด่ำกับความงามของหาดทราบกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีอ่าวเนียง ซึ่งเป็นจุดดำน้ำตื้นชมปะการังได้อย่างสวยงามในวันที่เหมาะสม น้ำทะเลที่อ่าวเนียงนี้จะใสปิ๊งเป็นสีมรกตงดงามมาก เหล่าปะการังใต้น้ำเป็นปะการังแข็งที่มีชีวิต มีฝูงปลาต่างๆ หลากหลายให้ชื่นชม  บนเกาะมีที่พักบริการทั้งของเอกชนและหน่วยพิทักษ์ อุทยานฯ

การเดินทาง
มี เรือของรีสอร์ทบนเกาะกระดานบริการนักท่องเที่ยวที่จองที่พักกับรีสอร์ท ต่างๆ และมีเรือเช่าเหมาลำจากท่าเรือปากเมงและท่าเรือควนตุงกู ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

2.เกาะมุก ลักษณะของเกาะ ส่วนใหญ่เป็น โขดผาสูงตระหง่าน หันหน้าออกสู่ทะเลใหญ่ทางด้านทิศตะวันตก หมู่บ้านชาวประมงจะอยู่ทางฝั่งตะวันออกของตัวเกาะ ซึ่งหันหน้าเข้า แผ่นดินใหญ่หน้าผาโขดหินสูง เป็นที่อาศัยของนกนางแอ่นและได้ซุกซ่อนถ้ำมรกต หรือถ้ำน้ำซึ่งมีความงดงามตระการตา ได้อย่างมิดชิดถ้ำมรกต นี้จะเข้าออก ได้เฉพาะ ช่วงน้ำลงเท่านั้น โดยปากถ้ำเป็นโพรงเล็กๆ สูงพ้นระดับน้ำพอเรือลอดได้ พ้นปากถ้ำเข้าไปเป็นเส้นทางคดโค้งระยะทางประมาณ 80 เมตร เมื่อพ้น ปากถ้ำออกมาอีกด้านหนึ่งจะเป็นหาดทรายขาวสะอาดล้อมรอบด้วยหน้าผา สูงชันที่มีฟ้า สีครามเป็น หลังคาและผนังแต่งแต้มด้วยลายเขียวของใบไม้ โพรงที่ลอดเข้าถ้ำมรกต จะอยู่ทางด้าน ทิศตะวันตกของตัวเกาะ

ถ้ำ บ้างนะครับ

ถ้ำ เล เขากอบ ภายในถ้ำเลเขากอบนั้น มีโถงถ้ำมากมายหลายถ้ำ อาทิ ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำรากไทร ถ้ำท้องพระโรง ถ้ำพระสวรรค์ ถ้ำตะพาบน้ำ ถ้ำเพชร ถ้ำพลอย และถ้ำแป้ง เป็นต้น แต่ปัจจุบันนี้ เปิดให้บริการท่องเที่ยวเพียง 5 ถ้ำเท่านั้น ได้แก่

  • ถ้ำคนธรรพ์ เป็นโถงถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม และมีหินอยู่ส่วนหนึ่งที่เมื่อเคาะแล้วจะเกิดเสียงกังวาลคล้ายเสียงเครื่อง ดนตรีไทย นอกจากนี้ชาวบ้านยังตำนานเล่าต่อกันว่า ในอดีตมีคนธรรพ์มาเคาะเล่นดนตรีให้นางกินรีฟังขณะที่กำลังเล่นน้ำตกภายในถ้ำ และมีหินส่วนหนึ่ง ย้อยลงมา คล้ายกับฉากมโนราห์สวยงาม[5]
  • ถ้ำท้องพระโรง
  • ถ้ำรากไทร เป็นโถงถ้ำที่มีลักษณะทางเดินยาว ตลอดทางเดินจะมีรากไทรขนาดใหญ่ทอดตัวขนานไปตลอดทางเดิน
  • ถ้ำ เจ้าสาว มีหินงอกลักษณะคล้ายผ้าม่านกั้นอยู่บริเวณด้านหน้าโถง ภายในมีแท่นหินลักษณะคล้ายเตียงนอน ชาวบ้านในท้องถิ่นเชื่อกันว่าหากคนที่ยังไม่มีคู่ เมื่อลอดเข้าโถงถ้ำทางช่องกลางของม่านเจ้าสาว กลับไปก็จะได้พบกันเนื้อคู่ แต่ถ้าหากมีคู่แล้วก็ให้ลอดช่องทางด้านซ้ายมือก็จะอยู่กันอย่างมีความสุข แต่ถ้าหากคนไหนมีคู่แล้ว ต้องการมีเพิ่มก็ให้ลอดช่องด้านขวามือ เมือกลับไปจะได้พบคู่เพิ่ม และเมื่อออกจากโถงถ้ำเจ้าสาว จะต้องออกทางช่องใหญ่ มิฉะนั้นจะไม่เป็นดังคำอธิฐาน[5]
  • ถ้ำ ลอด หรือ ถ้ำมังกร เป็นจุดเด่นของการเที่ยวถ้ำเลเขากอบ เนื่องจากโถงถ้ำมีระดับเพดานถ้ำต่ำมาก การเดินทางผ่านถ้าลอดต้องอาศัยการนอนราบไปบนเรือ ตลอดระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร เปรียบเสมือนการนอนลอดผ่านท้องมังกร

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s